‘ปักกิ่ง’ออกกฎหมายห้ามนำ ‘มาตรการแซงก์ชั่นของสหรัฐฯ’ มาบังคับใช้ใน‘จีนแผ่นดินใหญ่’

กฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษผู้ละเมิดด้วยฉบับนี้ รัฐสภาจีนผ่านออกมาบังคับใช้เพียงไม่กี่วันก่อนหน้าการประชุมซัมมิตกลุ่ม จี7 โดยดูเหมือนจะเป็นการเตือนพวกชาติยุโรปว่า อย่าได้เข้าร่วมการรณรงค์ทำสงครามเศรษฐกิจมุ่งต่อต้านจีนของสหรัฐฯ

จีนเพิ่งออกกฎหมายฉบับใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาห้ามบริษัทต่างๆ ไม่ให้ปฏิบัติตามมาตรการแซงก์ชั่นของต่างประเทศภายในแผ่นดินใหญ่จีน ยกเว้นแต่บริษัทเหล่านี้จะยื่นขอยกเว้นเป็นพิเศษ ความเคลื่อนไหวคราวนี้ ถือเป็นความพยายามล่าสุดของปักกิ่งในการตอบโต้รับมือกับวิธีการลงโทษคว่ำบาตรซึ่งสหรัฐฯนำเอามาใช้เล่นงานตน

ตามกฎหมายฉบับนี้ จีนสามารถสั่งห้ามชาวต่างประเทศที่กระทำการแซงก์ชั่นบริษัทจีนหรือบุคคลชาวจีน ตามมาตรการที่ประกาศโดยต่างประเทศ ไม่ให้เข้าประเทศจีน, ระงับวีซาของพวกเขา และส่งตัวพวกเขาออกนอกประเทศจีนไป รวมทั้งยึดและอายัดบรรดาทรัพย์สินของบริษัทที่กระทำการแซงก์ชั่น นอกจากนี้แล้ว ถัมแถลงว่าจีนยังสามารถสั่งห้ามไม่ให้บุคคลหรือองค์การต่างๆ ซึ่งตั้งฐานอยู่ในแผ่นดินใหญ่ กระทำการค้าและร่วมมือกับบุคคลตลอดจนองค์การต่างประเทศที่กระทำการแซงก์ชั่นดังกล่าวอีกด้วย

ขณะเดียวกัน ถัมบอกว่าบุคคลหรือองค์การที่ตั้งฐานอยู่ในแผ่นดินใหญ่ ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามมาตรการแซงก์ชั่นซึ่งต่างชาติประกาศใช้กับบุคคลหรือบริษัทชาวจีนใดๆ ในแผ่นดินใหญ่ของจีน

ซู เสี่ยวฮุ่ย (Su Xiaohui) รองผู้อำนวยการฝ่ายการระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ศึกษา (Department of International and Strategic Studies) แห่งสถาบันการระหว่างประเทศศึกษาของจีน (China Institute of International Studies) อธิบายว่า ในอดีตที่ผ่านมา มีประเทศตะวันตกบางรายใช้การแซงก์ชั่นเพื่อเป็นเครื่องมือในการลดอำนาจทางเศรษฐกิจของศัตรูของพวกเขาในเวลาสงคราม

แต่มาในสมัยปัจจุบัน พวกประเทศตะวันตกพึ่งพาอาศัยการแซงก์ชั่นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายต่างๆ ของพวกเขา มากเสียยิ่งกว่าตอนสงครามอีก เธอบอก

ซู กล่าวว่า โดยเฉพาะสหรัฐฯนั้น อยู่ในอาการ “เสพติด” การประกาศแซงก์ชั่นประเทศอื่นๆ อย่างเช่น เกาหลีเหนือ, อิหร่าน, และรัสเซีย และมาในเวลานี้ก็กำลังเล็งเป้ามุ่งเล่นงานจีน เธอบอกว่า กฎหมายต่อต้านการแซงก์ชั่นของต่างชาติ ที่เพิ่งออกมาใหม่นี้ จะช่วยให้จีนสามารถเล่นงานตอบโต้กลับ ใส่การโจมตีอย่างไม่มีเหตุผลของฝ่ายตะวันตก

วล็อกเกอร์แซ่หลิว ผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นวล็อกเกอร์ทรงอิทธิพลที่ตั้งฐานอยู่ในแผ่นดินใหญ่ ให้ความเห็นทางช่องวิดีโอของเขา (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=Gj0Efk2_3GQ) ว่า การที่บริษัทต่างประเทศมายึดทรัพย์สินของอีกบริษัทหนึ่งในแผ่นดินใหญ่เช่นนี้ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่รัฐบาลจีนไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ เนื่องจากกรณีนี้ถือเป็นคดีพิพาททางแพ่ง ซึ่งปกติแล้วต้องใช้เวลาหลายๆ เดือนกว่าที่พวกบริษัทที่เกี่ยวข้องจะสามารถทำความตกลงกันได้

หลิวกล่าวว่า มาถึงตอนนี้รัฐบาลจีนก็จะมีพื้นฐานทางกฎหมายที่จะรับมือกับกรณีทำนองเดียวกันนี้ในอนาคตแล้ว กฎหมายต่อต้านการแซงก์ชั่นของต่างชาติ จะเปิดทางให้รัฐสามารถใช้อำนาจสาธารณะของตน เข้าไปแทรกแซงในกรณีพิพาททางแพ่งท้องถิ่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการแซงก์ชั่นของต่างประเทศ

เขาบอกว่า บริษัททั้งหลายที่ปฏิบัติตามมาตรการแซงก์ชั่นของต่างประเทศในประเทศจีนอย่างไม่มีเหตุผล อาจจะถูกยึดทรัพย์ ขณะที่ผู้รับผิดชอบของบริษัทเหล่านี้ก็จะถูกจับกุม

หลิวกล่าวต่อไปว่า ตามกฎหมายใหม่ฉบับนี้ บริษัทบางแห่งอาจได้รับการยกเว้น เช่น เป็นบริษัทที่กำลังใช้เทคโนโลยีสหรัฐฯอยู่ และจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายสหรัฐฯ โดยเขายกตัวอย่างว่า บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริ่ง อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์เปอเรชั่น (Semiconductor Manufacturing International Corporation หรือ SMIC) ซึ่งตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ จะไม่ถูกลงโทษถ้าหากหยุดส่งชิปไปให้แก่หัวเว่ย

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ชี้ว่า รัฐบาลจีนควรที่จะห้ามการนำเอาระเบียบกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมของต่างประเทศมาบังคับใช้ในแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นการนำมาใช้แบบนอกอาณาเขต ถึงแม้ว่าบุคคลและองค์การที่เกี่ยวข้องย่อมสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอรับการยกเว้น

จีนประกาศออกกฎหมายใหม่ฉบับนี้ เพียงไม่กี่วันก่อนหน้าการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม จี7 ซึ่งจัดขึ้นในสหราชอาณาจักรระหว่างวันที่ 11-13 มิถุนายน รวมทั้งการประชุมหารือระหว่างประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐฯ กับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่เมืองเจนีวา, สวิตเซอร์แลนด์ ในวันที่ 16 มิถุนายน

เขากล่าวต่อไปว่า อันที่จริงแล้วกฎหมายต่อต้านการแซงก์ชั่นของต่างชาติ ซึ่งจีนประกาศออกมาบังคับใช้นี้ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เป็นต้นว่า สหภาพยุโรปก็ได้เคยออกบทบัญญัติเมื่อปี 1996 กำหนดให้พวกบริษัทในยุโรปอย่าได้ปฏิบัติตามมาตรการแซงก์ชั่นต่อคิวบา, อิหร่าน, และลิเบีย ซึ่งสหรัฐฯประกาศออกมา

หยางบอกว่า จีนถูกกล่าวหาว่าที่ผ่านมากำลังใช้ยุทธศาสตร์ “การทูตแบบนักรบสุนัขป่า” จากการที่พวกนักการทูตของจีนต้องออกมาเตือนพวกประเทศต่างๆ อยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับการประกาศใช้มาตรการแซงก์ชั่นของพวกเขา

คอมเมนเตเตอร์ผู้นี้บอกว่า จีนจะไม่ต้องทำเช่นนั้นอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากประเทศต่างๆ สามารถพิจารณาเนื้อหาของกฎหมายต่อต้านการแซงก์ชั่นของต่างประเทศฉบับนี้ และตัดสินใจว่าพวกเขาต้องการที่จะยอมสูญเสียมากน้อยแค่ไหนในการแซงก์ชั่นจีน ซึ่งปัจจุบันมีฐานะเป็นระบบเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

Posted in new

About The Author